เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี’62


เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมของผู้แสวงบุญ เชื่อว่าหลายคนหากยังไม่เคยไปก็คงต้องเคยได้ยินชื่อสักครั้งหนึ่ง “เขาคิชฌกูฎ” ที่มีตำนานรอยพระพุทธบาท สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดจันทบุรี

ยอด “เขาคิชฌกูฏ” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เขาคิชฌกูฏ เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือว่าสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ “รอยพระพุทธบาท” มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม. มีการพบโดยบังเอิญของกลุ่มพรานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อประกฎคือ นายติ่ง นายนำ นายปลิ่ม นามสกุล สิงขรบาท ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2397 กลุ่มนายติ่ง และคณะได้ขึ้นไปหาของป่า ซึ่งเมื่อขึ้นไปจะต้องไปทำแค้มที่พัก เพราะต้องไปค้างแรมบนเขาครั้งละหลายๆวัน

การขึ้นไปครั้งนี้นายติ่งและคณะเกิดหลงป่า พยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่สามารถหาทางกลับที่พักได้ และจะออกมาที่เดิมคือบริเวณลานหิน(รอยพระบาทในปัจจุบัน) สมัยนั้นลานบาทไม่ลาดเอียงเหมือนปัจจุบัน ที่สุดนายติ่งและคณะก็นั่งพักและปรึกษากันถึงสาเหตุการหลงป่า ในขณะที่นั่งพักนั้นก็ไปนั่งตรงบริเวณที่เป็นรอยพระบาทในปัจจุบัน สมัยนั้นบริเวณดังกล่าวจะมีหญ้างอกขึ้นในจุดที่เป็นรอยพระพุทธบาท ขณะที่ไปนั่งพักกันนั้น คนในกลุ่มก็ไปเจอแหวนนาคเข้าวงหนึ่ง นายติ่งก็คิดว่าใครเอาของมีค่ามาซุกซ่อนไว้ตรงนี้ จึงช่วยกันค้นหา แต่ก็ไม่พบ จึงมาพิจารณาตรงบริเวณที่นั่ง เห็นมีหญ้างอกขึ้นเพียงจุดเดียว จึงช่วยกันถอนหญ้าและทำความสะอาด หวังจะพบของมีค่าบ้าง แต่ก็ไม่พบของมีค่าอะไร แต่สิ่งที่พบกลับเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ ในขณะนั้นนายติ่งและคณะไม่มีความรู้เรื่องรอยพระพุทธบาท จึงคิดไปว่าน่าจะเป็นรอยท้าวของผู้มีฤทธิ์ จากนั้นก็เกิดความกลัวว่าจะมีโทษเกิดขึ้นไปเพราะไปหยิบเอาของมีค่าเขาออกมา จึงพากันขอขมาต่อรอยเท้านั้น จากนั้นจึงพากันบอกกล่าวขอให้รอยท้าวขอผู้ศักดิ์สิทธิ์นี้จงช่วยดลบันดาลให้ ตนและคณะกลับที่พักได้ด้วยเถิด ซึ่งก็น่ามหัศจรรย์ นายติ่งและคณะสามารถหาทางกลับที่พักได้อย่างง่ายดาย จากนั้นจึงพากันเดินทางกลับลงไปด้านล่างตามปกติ

ต่อมาภายหลังนายติ่งและคณะมีลูกหลานที่อายุครบบวช จึงได้พาลูกหลานของตนไปฝากวัด โดยไปฝากที่วัดพลับ ซึ่งอยู่ในอำเภอเมืองในขณะนั้น(สมัยนั้นยังไม่มีวัดเหมือนปัจจุบัน) พอครบกำหนดงานบวช ก็พาญาติพี่น้องไปร่วมงานบวช การเดินทางในสมัยนั้นจากบ้านพลวงถึงวัดพลับ ต้องใช้เวลาในการเดินทางถึงสองวัน หลังจากไปร่วมงานบวชเสร็จก็ต้องค้างแรมที่วัดพลับนั้น ประจวบกับที่วัดพลับมีการจัดงานบุญประจำปี นายติ่งและญาติพี่น้องก็ไปร่วมงานบุญ และร่วมปิดทองรอยพระบาทจำลอง ขณะที่ปิดทองรอยพระบาทจำลองนั้น ก็พิจารณารอยพระบาทจำลองไปด้วย และก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองเคยพบรอยเท้าซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่พบบนเขาจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า จึงพากันปรารภพูดคุยเรื่องที่ตนไปพบรอยท้าวที่บนยอดเขา ที่สุดความก็ทราบไปถึงหลวงพ่อเพชร ท่านพ่อเพชรจึงได้เรียกนายติ่งและคณะเข้าไปสอบถามเรื่องราว ที่นายติ่งได้กล่าวว่า ได้เคยพบรอยพระบาทบนยอดเขา นายติ่งก็เล่าสิ่งที่ตนเองได้พบให้ท่านพ่อเพชรได้ฟัง เมื่อท่านพ่อเพชรฟังแล้วก็จนใจเป็นอย่างมาก จึงได้ปรึกษากับนายติ่งและคณะว่า ถ้าหลวงพ่อและคณะพร้อมเมื่อใดจะนำกันไปหา และขอให้นายติ่งและคณะได้นำท่านพ่อเพชรและคณะเพื่อขึ้นไปบนเขาตรงที่นายติ่ง ได้พบรอยเท้าที่มีความเหมือนกับรอยพระพุทธบาทจำลองของวัดพลับ ต่อมาท่านพ่อเพชรจึงได้นำคณะของท่านไปพบนายติ่ง จากนั้นนายติ่งและพวก ก็นำท่านพ่อเพชรและคณะขึ้นไปบนเขา เพื่อจะไปพิสูจน์ว่าเป็นจริงดังที่นายติ่งได้พูดหรือไม่ เมื่อคณะของนายติ่งนำท่านพ่อเพชรและคณะขึ้นไปถึงยังจุดดังกล่าว และพักผ่อนกันพอสมควรแล้ว จึงเข้าไปสำรวจดูตรงบริเวณดังกล่าว ซึ่งก็น่ามหัศจรรย์เพราะมีหินก้อนใหญ่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนแผ่นหินขนาดใหญ่ จากนั้นก็ไปสำรวจดูที่บริเวณรอยท้าว ท่านพ่อเพชรและคณะได้พิจารณากันอย่างถี่ถ้วน

ตามหลักของพระศาสนา ทั้งหมดก็ลงความเห็นว่า เป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ท่านพ่อเพชรจึงปรารภกับทุกคนว่า เป็นบุญลาภของชาวจันทร์ที่ได้มีสิ่งอันล้ำค่าอย่างนี้ จากนั้นจึงพากันกราบไหว้ ด้วยความปลาบปลื้มใจ และพากันเดินทางกลับ ท่านพ่อเพชรผู้นำประเพณีครั้งแรก จากนั้นในทุกๆปีท่านพ่อเพชรและคณะลูกศิษย์จะพากันขึ้นมากราบไหว้รอยพระ พุทธบาททุกปีๆละครั้ง จึงถือได้ว่าหลวงพ่อเพชรเป็นพระสงฆ์ที่ได้นำพาให้เกิดประเพณีของการกราบไหว้ บูชารอยพระพุทธบาท แต่ในสมัยนั้นไม่มีคนรู้จักแพร่หลายเหมือนยุคปัจจุบัน(ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเขาพลวง) ต่อมาภายหลังได้มีการสืบทอดกันมายุคต่อยุค บางครั้งก็มีก็เป็นญาติโยมพากันมาเอง ในยุคแรกจากการพบและท่านพ่อเพชรได้นำขึ้นมากราบไหว้ในระยะแรกประมาณร้อยปี ต้นๆไม่ทราบแน่ชัดนักว่าทำกันอย่างไร ที่กล่าวมาก็คือประวัติการค้นพบร่องรอยพระพุทธบาทและการการบไหว้ในช่วงแรกนั่นเอง

ส่วนที่มาของชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น ในตำนานศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า เขาคิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธเป็นยอดเขาที่มีแนวเขาล้อมโดยรอบ และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีตเป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณซึ่งเป็นกรรมการและเป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ได้เสนอใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย โดยสภาพภูมิประเทศคล้ายคลึงและบนยอดเขามีสิ่งศกดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ คือ รอยพระพุทธบาท และหินลูกบาตร ที่ตั้งข้างรอยพระพุทธบาท อยู่ในลักษณะคล้ายลอยอยู่ริมลานพระพุทธบาทฝั่งตรงข้ามหินลูกบาตรมี
รอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ และในหินก้อนนี้ ตรงข้ามกันรอยพระหัตถ์ มีรูปรอยเท้าใหญ่ (รอยเท้าพญามาร) ใต้พระบาทมีถ้ำตาฤาษี จึงน่าจะใช้ชื่อนี้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา ในทุกๆ ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิดการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ พระครูธรรมสรคุณ ยังได้สอนว่า “เท้าของพระพุทธองค์ แม้ประดิษฐานอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตามถ้าเรามีความเชื่อมั่น เคารพกราบไหว้ด้วยใจ อธิษฐานแล้ว ย่อมเกิดผลสำเร็จแก่ผู้นั้นทุกคนและเป็รสิริมงคลแก่ผู้นั้นตลอดไป”แต่ต้องตั้งจิตอธิษฐานให้ดี ปราถนาสิ่งใดที่ดีที่ชอบขอได้ตามความพอใจ กลับไปจะมีแต่ความปลอดภัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและเทพยดาที่รักษารอยพระพุทธบาทแห่งนี้ จะอำนวยอวยพรให้ท่านได้รับแต่ความสขตามสมบูรณ์พูลผล ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

สำหรับคนที่ต้องการนั่งรถขึ้นไป สะดวกที่สุดจะมีให้เลือกขึ้น 3 จุดคือ
 1. วัดพลวง 2. วัดกะทิง และ 3. ที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ 
วัดพลวง วัดนี้จะตั้งอยู่ตรงตีนเขาเลย เป็นจุดที่คนนิยมมากที่สุด มีร้านขายของและลานจอดรถให้บริการอยู่มากมาย ซึ่งถ้าใครเลือกใช้บริการสองแถวที่วัดนี้ จะต้องนั่ง 2 ต่อ ต่อละ 50 บาท โดยต่อแรกจะขึ้นไปครึ่งทาง แล้วต้องต่อรถอีกรอบเพื่อขึ้นไปถึงด้านบน โดยจุดแวะนี้ จะมีเจดีย์กลางเขาให้สักการะด้วย วัดกะทิง วันนี้จะอยู่ห่างออกมาหน่อย ที่นี่จะให้บริการสองแถวที่วิ่งต่อเดียวถึงด้านบนเลย ค่าบริการท่านละ 100 บาท มีที่จอดรถให้บริการ แต่ไม่ใหญ่มาก ถ้าคนเยอะอาจจะต้องเลือกจอดข้างนอกวัดแทน แล้วแต่คนสะดวกจะขึ้นตรงไหน
ช่วงนั่งรถนี่ต้องเตือนไว้ก่อน สัมภาระควรเก็บให้เรียบร้อยเพราะทางขั้นเขาค่อนข้างชัน ถ้าหากของหล่นล่วงไปคือต้องทิ้งเลยเพราะไม่มีการหยุดรถ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้เก็บและคันอื่นด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรใช้มือทั้ง 2 ข้างหาที่ยึดไว้ เพราะรถจะวิ่งขึ้นพรวดเดียวเลย เข้าโค้งทีกระเด็นแน่นอนถ้าไม่ยึดไว้ เพราะทางชันมากต้องใช้การความเร็วในการส่งตัว มือถือเอาเก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน ขั้นไปข้างบนสิ่งที่ต้องเตรียมควรสวมรองเท้าที่เดินสบาย กระชับ ควรมีกระเป๋าที่กระทัดรัดสำหรับใส่ น้ำ ยาดม กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ กล้องได้ อย่าลืมทานอาหารให้หนักท้องนะเพราะต้องใช้พลังงานเยอะทีเดียวเลย ขึ้นไปข้างบนจะมีแต่พวกมาม่า โจ๊กคัพราคาอาจเป็น2-3เท่าของปกติ ถ้าขึ้นกลางคืนควรมีหมวกกับเสื้อคลุมด้วยนะ เพราะอากาศค่อนข้างชื้น ถ้ากลางวันก็อาจจะเอาไว้กันแดดได้ด้วย

ถ้าถามว่าขึ้นเวลาไหนดี ? คนส่วนใหญ่จะขึ้นช่วงเช้ามืด แล้วลงมาตอนเช้าเพราะไม่ร้อน แต่ข้างบนก็ไม่ร้อนเท่าไร เพราะสูงเป็น1000เมตร เพราะฉะนั้นเอาตามสะดวกดีกว่า ช่วงศุกร์-อาทิตย์คนจะเยอะกว่าปกติ แนะนำช่วงวันธรรมดาถ้าใครว่างไปเถอะ สักครั้งในชีวิต

ไปอย่างไรให้ได้บุญมาก ?

  • ต้องตั้งใจมาเพื่อกราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาท และถ้าชักชวนใครมาต้องบอกหรือชวนให้มากราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาท คือต้องตั้งใจมาเพื่อกราบไหว้รอยพระพุทธบาท
  • ขณะขึ้นมาบนเขาต้องรักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ผ่องใส อย่าพูดหรือกระทำการอันใดอันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นหรือไม่เคารพ
  • เมื่อมาถึงจุดลานพระบาท ต้องเข้ากราบไหว้บูชาก่อนไปจะขึ้นไปลานอินด้านบน เพราะคนส่วนมากเมื่อคนมากๆรอไม่ไหวจะขึ้นไปลานอินด้านบนก่อน หรือตั้งเจตนาจะไปขอพรที่จุดผ้าแดงอย่างเดียวไม่สนใจการกราบไหว้รอยพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาทถือว่าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด สำคัญที่สุด แม้นว่าการขึ้นเขาจะทำบุญทุกที่หรือมากเพียงใด แต่ถ้าไม่ได้กราบรอยพระพุทธบาท ถือว่ามาแล้วขาดทุน
  • ให้ความเคารพในขณะเข้าลานพระบาท เช่น ต้องถอดหมวก ถอดรองเท้า ลดสัมภาระที่สะพายบนบ่าบนไหล่ลง สวมเสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย
  • เตรียมเครื่องสักการะให้พร้อม ของสำหรับสักการะบูชารอยพระบาท
  • เข้าไปแล้วต้องกราบให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้ง เพราะคนส่วนมากเมื่อไปกันมากๆการกราบก็เกรงว่าจะไปกราบเอาเท้าของคนอื่นเลยไม่ค่อยได้กราบกัน ดังนั้นเวลากราบจงตั้งใจให้ระลึกว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่จริงๆประหนึ่งว่าสมัยพระองค์ยังทรงพระชนอยู่ แล้วกราบให้ได้ 3 ครั้ง
  • ไม่ทิ้งขยะ คนเราเมื่อมาถึงจุดลานพระบาทก็กราบไหว้แบบเทหมด จากนั้นก็ลืมสติ ทิ้งเศษถุงบ้าง กระดาษที่ห่อแผ่นทองบ้าง จนทำให้ลานพระบาทสกปรก ดังนั้นอย่างทิ้งขยะหรือเศษสิ่งของลงในรอยพระบาทและในลานพระบาท
  • เก็บขยะ นอกจากไม่ทิ้งเศษผงเศษขยะแล้ว หากพบมีเศษผงเศษขยะที่คนอื่นทำตกหล่นไว้ ให้เก็บและนำไปทิ้งในจุดที่ใส่ขยะ เพื่อจะได้ถวายการดูแลรักษาความสะอาด ดั่งประหนึ่งว่าพระองค์ประทับอยู่จริง
  • ให้ขอพรเพียงสิ่งเดียว การขอพรนั้นท่านพ่อเขียนได้เคยอธิบายไว้ว่า คนบางคนมาเพื่อขอเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจสร้างบารมี อีกประการหนึ่ง คนที่จะสำเร็จในสิ่งที่ขอได้นั้นต้องมีบารมีที่เพียงพอกับสิ่งที่ขอนั้น คนบางคนขอมากเกินไป คือขอแบบโลภมาก


หวังว่าบทความนี้หลายคนคงได้ข้อมูลเยอะพอสมควรพร้อมไปกราบไหว้แล้ว สุดท้ายนี้ใครจะไปอย่าลืมศึกษาวันที่เปิดและปิดเขาให้ชัดเจน เพราะในแต่ละปี การเปิดปิดเขาจะไม่ตรงกัน และศึกษาเส้นทางวางแผนการเดิมทางให้ดีก่อนไป มาได้ตามวันที่สะดวก ขึ้นลงเขาได้ 24ชม. ตอนกลางคืนอากาศจะเย็นหน่อยเตรียมตัวให้พร้อมก่อนมา ว่าแล้วก็ต้องหาเวลาไปกันบ้างแล้วล่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

%d bloggers like this: