เทศกาลตรุษจีน 62

ตรุษจีน เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด ในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาวซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนเป็นวันซึ่งครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกว่า ฉูซี่  หรือ “การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน” เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า “วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ”

ตรุษจีนเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุดและสำคัญที่สุดในปฏิทินจีน จุดกำเนิดของตรุษจีนนั้นมีประวัติหลายศตวรรษและมีความสำคัญเพราะตำนานและประเพณีหลายอย่าง ตรุษจีนมีการเฉลิมฉลองกันในหลายประเทศและดินแดนซึ่งมีประชากรจีนอาศัยอยู่มาก อย่างเช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย รวมทั้งในชุมชนชาวจีนที่อื่น ตรุษจีนถูกมองว่าเป็นวันหยุดสำคัญสำหรับชาวจีนและได้มีอิทธิพลต่อการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่จันทรคติของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมทั้งเกาหลี (โซลนาล) ภูฏาน และเวียดนาม

ในประเทศจีน ธรรมเนียมและประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนนั้นหลากหลายมาก ประชาชนจะเทเงินของตนเพื่อซื้อของขวัญ ของประดับตกแต่ง วัสดุ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม นอกจากนี้ยังมีประเพณีว่า ทุกครอบครัวจะทำความสะอาดบ้านอย่างละเอียดลออ เพื่อปัดกวาดโชคร้ายด้วยหวังว่าจะเปิดทางให้โชคดีเข้ามา มีการประดับหน้าต่างและประตูด้วยกระดาษตัดสีแดงและคู่กับธีม “โชคดี”, “ความสุข”, “ความมั่งคั่ง” และ “ชีวิตยืนยาว” ที่ได้รับความนิยม ในคืนก่อนตรุษจีน อาหารค่ำเป็นการกินเลี้ยงกับครอบครัว อาหารนั้นจะมีเช่น หมู เป็ด ไก่และอาหารอย่างดี (delicacies) รสหวาน ครอบครัวจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยประทัด เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กจะทักทายบิดามารดาของตนโดยอวยพรพวกท่านให้มีสุขภาพดีและสวัสดีปีใหม่ และได้รับเงินอั่งเปา ประเพณีตรุษจีนนั้นเพื่อการสมานฉันท์ ลืมความบาดหมางและปรารถนาสันติและความสุขแก่ทุกคนอย่างจริงใจ

ตรุษจีนในประเทศไทย

ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว

วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ไม่จำเป็นจะต้องมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่(地主爺 / 地主爷 ตี่จู้เอี๊ย) ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้วเพราะว่าเจ้าที่ไม่ได้ไปไหนเมื่อสี่วันที่แล้ว ตัวเราส่งแต่ เจ้าซิ้ง หรือเจ้าเตา

วันไหว้

  • ตอนเช้ามืดจะไหว้ “ป้ายเล่าเอี๊ย” (拜老爺 / 拜老爷) เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง
  • ตอนสาย จะไหว้ “ป้ายแป๋บ้อ” (拜父母) คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว
  • ตอนบ่าย จะไหว้ “ป้ายฮ่อเฮียตี๋” (拜好兄弟) เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล

วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง (初一 ชิวอิก) ของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ “ป้ายเจีย” เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า “กิก” (橘) ไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ 吉 แปลว่า โชคลาภ หรือ ภาษาฮกเกี้ยน และ ภาษากวางตุ้ง ส้มเรียกว่า “ก้าม” (柑) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง (金) เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น 

สถานที่แนะนำช่วงตรุษจีน

            เทศกาลตรุษจีนแบบนี้ก็อยากจะแนะนำสถานที่ที่เข้ากับบรรยากาศที่สุด ให้อิน ฟินกันไปข้างนึงเลย มีที่ไหนบ้างไปดูกันค่ะ

ล้ง1919

“ล้ง” มีที่มาจากชื่อท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2393 (ค.ศ.1850) ซึ่งเป็น “ท่าเรือกลไฟ” (เรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืน) 1919 มาจากปีที่ตระกูลหวั่งหลีเป็นผู้ถือครอง และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนค้าขายทางเรือเคารพนับถือในสมัยนั้น หลังจากที่การค้าขนส่งทางเรือถูกลดบทบาทลง ท่าเรือแห่งนี้จึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าด้านการเกษตรของตระกูลหวั่งหลี ในปี พ.ศ. 2559 คุณรุจิราภรณ์ หวั่งหลี ทายาทของตระกูล จึงมีความคิดที่จะก่อตั้งโครงการ ล้ง 1919 เพื่อให้เกิดประโยชน์และให้คนรุ่นหลังได้แวะมาเที่ยวชมร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ โดยใช้เวลาในการบูรณะมาเป็นเวลา 1 ปี

“ฮวย จุ่ง ล้ง” ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน พื้นสร้างจากไม้หลังคาสร้างจากกระเบื้อง เป็นหมู่อาคารแบบ “ซาน เหอ ย่วน” (三 合 院) ซึ่งเป็นการออกแบบวางผังอาคารในแบบจีนโบราณ ลักษณะอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน 3 ด้าน เป็นผังรูปทรงตัว U มีพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคารทั้งสามหลังเป็นลานอเนกประสงค์ เป็นสถานที่ที่สวยงามอีกหนึ่งแห่ง มีมุมถ่ายรูปมากมาย และอย่าลืมแวะ
สักการะเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับอยู่บนศาลเจ้าแห่งนี้ แถมถ้าหิวก็มีร้านอาหารอีก 3 ร้าน 3 สไตล์ด้วยกัน มีร้านของฝากให้ได้เลือกซื้อกันด้วย เป็นอีกที่ที่น่าไปมากเลยล่ะค่ะ

ชุมชนจีนยูนนาน อ.ปาย

ใครชอบออกเดินทางไปชื่นชมป่าเขา ธรรมชาติ วิถีชุมชนในต่างจังหวัด ไหนๆ ก็ถึงวันตรุษจีนทั้งที เลยอยากแนะนำให้แพ็กกระเป๋าไปเที่ยวชุมชนจีนยูนนาน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สักครั้ง

ที่นี่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่อะไร ออกจะช้ำไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะหลายคนก็น่าจะเคยไปเที่ยวเมืองปายมาแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่เคยไป เราว่าไปเที่ยวช่วงตรุษจีนแบบนี้น่าจะฟินไม่น้อยเลย มีชุดจีนให้เช่าใส่ถ่ายรูปด้วย เพลินได้ทั้งวันแน่ๆ.

ตรุษจีนถนนเยาวราช 

ขาดไม่ได้เลยสำหรับย่านนี้ ปกติก็บรรยากาศแบบจีนๆอยู่แล้ว ยิ่งช่วงตรุษจีนจะคึกคักเป็นพิเศษ ไปไม่ต้องกลัวหิวเพราะย่านของกินย่านดังอีกหนึ่งที่เลย เดินเล่นชมแสงสี บรรยากาศแถมมีของกิน อย่าลืมเก็บไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของคุณนะคะ

งานตรุษจีนปากน้ำโพ

บรรพบุรุษของชาวจีนนับถือเทพเจ้า เมื่อมาตั้งรกรากที่ใด ได้อัญเชิญเอาเทพเจ้าที่ตนนับถือติดตัวมาด้วย ชาวจีนในตลาดปากน้ำโพก็เช่นกัน พากันนับถือ เจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าพ่อกวนอู-เจ้าแม่ทับทิม-เจ้าแม่สวรรค์ เมื่อมาอยู่ได้จัดตั้งศาลเพียงตาสำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้บูชา โดยตั้งขึ้น ๒ ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันออกของตลาดปากน้ำโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่บ้านหน้าผา ขึ้นไปทางเหนือของตลาดปากน้ำโพ

แล้วก็มีหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นตำนานความเชื่อที่ทำให้ทุกวันนี้คนนครสวรรค์นับถือเทพเจ้ามากยิ่งขึ้น ถึงมีการแห่ขบวนมาถึง100กว่าปี มีงานให้เดินเล่นชมขบวนทั้งแห่กลางวัน-แห่กลางคืน แนะนำไปชมขบวนตอนกลางคืนนะคะ ถึงจะขบวนน้อยกว่าตอนกลางวันแต่สวยอลังการมากค่ะ ในขบวนตกแต่งไฟที่รถ มีการเล่นแสงสีที่สวยงามเลยทีเดียว ที่สำคัญไม่ร้อนด้วยค่ะ เดินเล่นยาวไปถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้เลยค่ะ การประดับโคมไฟตามท้องถนน ของกินมากมาย เป็นอีก 1 ความภาคภูมิใจของคนนครสวรรค์เลยล่ะงานนี้
และในปัจจุบันได้มีการจัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 103 ปีแล้ว ซึ่งถือว่ามีประวัติอันยาวนานมากที่สุดในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2561 “ประเพณีการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ” ได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช 2561 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 2/2561 พิจารณาและเห็นชอบประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2561 เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญของชาติ รวมทั้งปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และของชาติ ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ จัดอยู่ในประเภทที่ 3 คือ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเพณีถือเป็นแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 22)

เกริ่นมาขนาดนี้แล้วอย่าลืมไปให้ได้สักครั้งนะคะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

%d bloggers like this: