10 ที่เที่ยวเดือนกรกฎาคม แช่น้ำตก ย่ำภูเขา ชิลล์สายหมอก

แนะนำ 10 ที่เที่ยวเดือนกรกฎาคม ทั้งแช่น้ำตกเย็นชุ่มฉ่ำ ย่ำภูเขา ชิลล์สายหมอก พร้อมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ครบรส

1. น้ำตกป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์

2. ล่องแก่งหินเพิง จ.ปราจีนบุรี

แก่งหินเพิง อยู่ในความดูแลของ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 เป็นแก่งหินตอนปลายสุดของแม่น้ำใสใหญ่ เมื่อถึงช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะไหลหลากอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเกาะแก่งต่างๆ มากมาย จึงเหมาะแก่การล่องเรือยางที่ท้าทายและสนุกสนาน โดยผู้เล่น ต้องประคองตัวอยู่บนแพยางร่วมกับเพื่อนอีก 8 – 10 คน ราว 2 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันฟันฝ่าพลังธรรมชาติสู่จุดหมายปลายทาง

3. หมู่บ้านอีต่อง จ.กาญจนบุรี

หมู่บ้านอีต่อง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่สุดชายแดนไทย-พม่า ที่นี่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย บรรยากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อน ยิ่งในช่วงหน้าฝน ทั่วทั้งหมู่บ้านจะถูกปกคลุ่มไปด้วยทะเลหมอกขาวโพลน มองทางไหนก็เจอแต่ความเขียวขจี

ปัจจุบันมีร้านอาหาร โฮมเสตย์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟน่ารักๆ ถนนคนเดินในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว และนักผจญภัยทั้งหลายที่จะขึ้นเขาช้างเผือก ซึ่งต้องเริ่มต้นเดินเท้าจากหมู่บ้านอีต่องแห่งนี้

4. ทุ่งดอกเทียนผีเสื้อ ดอยหัวหมด จ.ตาก

ยอดเขาหัวโล้นที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าและไม้ทนแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “ดอยหัวหมด” บ้างก็เรียกว่า “เขาหัวโล้น” ไฮไลท์เด่นคือ การชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอกในยามเช้า ควรเดินทางมาถึงจุดชมวิวไม่เกิน 06.00 น.

ในช่วงหน้าฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน จะมีดอกเทียน (เทียนปีกผีเสื้อ) บานสะพรั่งเป็นสีชมพูไปทั่วทั้งดอย ซึ่งดอกเที่ยนปีกผีเสือนี้ พบเฉพาะจังหวัดตาก และกาญจบุรี ขึ้นตามหินปูนที่โล่ง ระดับความสูง ตั้งแต่ 800-1,500 เมตร

5. ดอกเปราะภูขาว อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

“ดอกเปราะภูสีขาว” ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จะผลิบานต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงต้นฤดูฝน แต่ว่าช่วงที่ดอกเปราะภูสีขาวสวยที่สุด คือปลายเดือนมิถุนายน ถึง ต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งพร้อมใจกันเบ่งบานไปทั่วลานหินปุ่ม นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมดอกไม้อีกสารพัน ทั้งดอกเปราะหิน เอื้องตาเหินไหว ลิ้นมังกร บีโกเนีย ฯลฯ แข่งกันชู่ช่อละลานตา

6. ดินแดนหิ่งห้อย จ.ปราจีนบุรี

ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนบุรี ตั้งอยู่ภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ฯ เลขที่ 1 หมู่ 5 ค่ายพรหมโยธี ด้วยความที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ และยังเงียบสงบ ทำให้เป็นแหล่งรวมหิ่งห้อยนับแสนตัว จะออกมาส่องแสงระยิบระยับเหมือนดาวบนฟ้า ในเวลากลางคืน และเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น สำหรับใครที่สนใจ สามารถไปชมกันได้ในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฏาคม ของทุกปี ตั้งแต่เวลา 18.30 – 21.00 น. ของทุกวัน

7. จุดชมวิวเสม็ดนางชี จ.พังงา

จุดชมวิวเสม็ดนางชี ตั้งอยู่ที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นสุดยอดวิวพอยท์ ที่เราสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ของอ่าวพังงา และมองเห็นดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืน

8. แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

แม่แจ่ม อำเภอเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเชียงใหม่ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาหลังดอยอินทนนท์ มีธรรมชาติที่สวยงาม และวิถีชีวิตของผู้คนที่ดำเนินไปแบบเรียบง่าย

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ เช่น บ้านป่าปงเปียง ไฮไลท์คือ นาข้าวขั้นบันไดสีเขียวขจี โอบรอบด้วยวิวเทือกเขาสลับซ้อน, ดอยม่อนหมาก จุดชมวิวทะเลหมอกและแสงอาทิตย์ยามเช้า, วัดกองกาน ศูนย์รวมศรัทธาของชาวแม่แจ่ม, หมู่บ้านทอผ้าตีนจกน้ำออกฮูสถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวงเป็นต้น

9. บ้านผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน

บ้านผาบ่อง เป็นชุมชนที่มีชาวไตหรือไทใหญ่ และชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่รวมกัน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมากนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที

10. ล่องแก่งลำน้ำว้า จ.น่าน

ล่องแก่งลำน้ำว้า อุทยานแห่งชาติแม่จริม ขึ้นชื่อว่ายากและเสียวเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยแบ่งเป็นสามระดับ คือ

  • ลำน้ำว้าตอนบน เป็นเส้นทางล่องแก่งเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญ และโชกโชนกับสายน้ำอันเชี่ยวกราก รวมระยะทางประมาณ 35 กม.
  • ลำน้ำว้าตอนกลาง เหมาะกับผู้ชื่นชอบในการผจญภัย เพราะต้องพักค้างแรมในป่า ใช้เวลาในการล่องแก่ง 2 วัน 1 คืน รวมระยะทางประมาณ 80 กม.
  • ลำน้ำว้าตอนล่าง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป สามารถล่องได้ทุกวัย และทุกฤดูกาล เนื่องจากสายน้ำไม่เชี่ยวมาก แต่ก็มีแก่งสำคัญให้ได้ตื่นเต้น สนุกสนาน

ที่มา : mthai

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

%d bloggers like this: